การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปูม้าและสาหร่ายทะเลสู่ชุมชน : ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรรายย่อยในจังหวัดกระบี่ และพังงา

Titleการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปูม้าและสาหร่ายทะเลสู่ชุมชน : ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรรายย่อยในจังหวัดกระบี่ และพังงา
Publication TypeReport
Year of Publication2010
Authorsเทียนส่งรัศมี, บรรจง
Series Editorนวลเจริญ, มัณฑนา, เลาหบรรจง ระพีพรรณ
Date Published2010
Institutionนักวิชาการอิสระ
Cityกระบี่ ,พังงา ,พังงา
Typeโครงการวิจัย
Report NumberRUG4920002
ISBN NumberRUG4920002
Keywordsกระบี่, การถ่ายทอดเทคโนโลยี, การเพาะเลี้ยงปูม้า, สาหร่ายทะเลสู่ชุมชน, ะพังงา, เกษตรกรรายย่อย
Abstract

ปูม้ามีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงสูง เลี้ยงได้ในบ่อดิน และในคอกในพื้นที่ชุ่มน้ำตามทะเล
ชายฝั่ง มีตลาดรองรับไม่จำกัดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน
จึงมีแนวคิดว่าการเลี้ยงปูม้าในบ่อกุ้งร้าง และในคอกในพื้นที่ชุ่มน้ำ น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วย
ฟื้นฟูสภาพชีวิตของชาวประมงรายย่อยในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และพังงา ที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ
เมื่อปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.2548 มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังสึนามิได้
บนฐานของทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ความเข้มแข้งของกลุ่ม และความต้องการของชุมชน
สมาคมพัมนาประชากรและชุมชน และชุดโครงการปู ฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยได้
ร่วมกันพัฒนาแหล่งเรียนรู้จำนวน 5 แห่งเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงปูม้าในบ่อดินและปูม้า
คอกให้แก่ชุมชนในเครือข่ายของสมาคม ฯ ในพื้นที่จังหวัดกระบี่และพังงา โดยนำองค์ความรู้ที่ชุด
โครงการปูได้พัฒนาในช่วงปี 2541-2549 มาขยายผลในพื้นที่จริง
จากแหล่งเรียนรู้จำนวน 5 แห่งนั้น มีชุมชนบ้านมู่สา ต.ท่ามะพร้าว อ.เหนือคลอง จ.กระบี่
ชุมชนเดียว ที่สมาชิกของกลุ่มส่วนใหญ่มีอาชีพเลี้ยงกุ้ง คิดว่าการเลี้ยงปูม้าในบ่อดินน่าจะเป็น
ทางเลือกที่ดีการเลี้ยงกุ้ง และการชำลูกปลากะพงขาวที่ทางกลุ่มทำเป็นอาชีพอยู่ในขณะนั้น แต่สิ่ง
ชุมชนได้เรียนรู้คือ การเลี้ยงปูม้าในบ่อดินไม่เหมาะกับวิถีชีวิตของชุมชนบ้านมู่สา เพราะการเลี้ยง
ปูม้าในบ่อกุ้งร้าง ถ้าจะให้ผลดีมีผลตอบแทนคุ้มกับการลงทุนก็ต้องเอาใจใส่ ดูแลปู้ที่เลี้ยงอย่าง
ใกล้ชิด ตั้งแต่การเตรียมบ่อไปจนถึงการให้อาหาร การดูแลคุณภาพน้ำในบ่อ จนปูเติบโตได้ขนาด
ตลาด เช่นเดียวกับการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งทางกลุ่มมีข้อจำกัด ไม่สามารถจัดคนและเวลา ให้แก่ปูที่เลี้ยงใน
บ่อได้ตามที่ควรจะเป็น เมื่อเปรียบเทียบกับการชำลูกปลากะพงขนาดใบมะขามให้เป็นปลาขนาด
3-4 นื้ว ที่ชุมชนทำอยู่ แม้จะใช้ระยะเวลาการเลี้ยงและมีผลตอบแทนใกล้เคียงกัน แต่การชำลูก
ปลากะพงใช้คนและเวลาในการบริหารจัดการฟาร์มน้อยกว่าการเลี้ยงปูม้าในบ่อดิน
การเลี้ยงปูคอกในพื้นที่ชุ่มน้ำ สามารถใช้เป็นกลไกในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชุมชนหลังสึนามิ
ได้ ถ้าสามารถเลือกสถานที่เหมาะสมในการสร้างคอก เลือกชุมชนที่เข้มแข็ง สมาชิกในกลุ่มมี
จิตสาธารณะ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มีการบริหารและจัดการที่ถูกต้อง สอดคล้อง
กับต้นทุนธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ และเกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชนโดยรวม
จากแหล่งเรียนรู้สี่แห่งที่พีดีเอกำหนด และชุมชนในพื้นที่ต้องการเลี้ยงปูม้าเป็นอาชีพ
ทางเลือกใหม่นั้น กลุ่มเลี้ยงปูคอกบ้านติงไหร ต.เกาะศรีบอยาจัดว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและมี
ต้นทุนธรรมชาติสูง ทำเลดี กำบังคลื่นลม คุณภาพน้ำดี อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารธรรมชาติ
สามารถเลี้ยงปูได้ตลอดปี การบริหารจัดการคอก สะดวก สอดคล้องกับวิถีของชุมชนที่ สมาชิกของ
กลุ่มเป็นชาวประมงมีอาชีพจับปูม้า ด้วยลอบพับและอวนจมปู ในช่วง 6 เดือนแรก กลุ่มสามารถ
แสดงให้เห็นว่า การเลี้ยงปูม้าในคอกนั้นสามารถเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ให้แก่ชุมชนได้ แต่ในระยะ
หลังทางกลุ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารและจัดการกลุ่มไม่โปร่งใส การกระจายผลประโยชน์
จำกัดอยู่ในกลุ่มของพวกพ้องและญาติมิตร ทำให้กลุ่มเกิดความแตกแยก สร้างปัญหาให้แก่กลุ่ม
ระยะเวลาต่อมา
ชุมชนบ้านเขาทองเป็นอีกชุมชนที่ต้นทุนทางทรัพยากรสูง รองจากชุมชนบ้านติงไหร ทำเล
เหมาะสม เป็นแหล่งหญ้าทะเล อยู่ใกล้ฝั่ง การดูแลง่าย สะดวก สามารถเดินไปดูแลคอกได้ในช่วง
น้ำลง สมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่มีอาชีพทำโป๊ะน้ำตื้น ที่สามารถจัดหาลูกพันธุ์ และอาหารสำหรับใช้
เลี้ยงปูในคอกได้อย่างไม่จำกัด ต้นทุนต่ำ มีตลาดท้องถิ่นที่สามารถรองรับผลผลิตไม่จำกัด
แต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ คลื่นลมจัด ทำให้มีปัญหาในเรื่องการดูแลรักษาคอกช่วงฤดูฝนก็มี
ปัญหาเรื่องตะกอนดิน น้ำขุ่น นำทิ้งจากชุมชนและนากุ้งไหลสู่ทะเลชายฝั่ง ชุมชนนี้สามารถ
เลี้ยงปูม้าในคอกเป็นอาชีพทางเลือกได้ แต่จำเป็นต้องปรับระบบการบริหารจัดการคอกให้
สอดคล้องต้นทุนธรรมชาติที่มีอยู่และวิถีของชุมชนในพื้นที่
ชุมชนบ้านบางพัฒน์ ต.บางเตย จ.พังงา ไม่มพื้นที่ที่เหมาะในการสร้างคอกเลี้ยงปู เพราะ
อยู่ใกล้ปากแม่น้ำ กระแสน้ำเชี่ยว ดินเป็นโคลนตม แต่กลุ่มก็สามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้น
ที่มาใช้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เกื้อกูลกับวิถีของสมาชิกในกลุ่มซึ่งเป็นแม่บ้าน ที่
ส่วนใหญ่มีอาชีพซื้อมาขายไป และทำโฮมเสตย์ ด้วยการนำปูไข่รากทรายที่ได้จากอวนจมปูมา
เลี้ยงในกระซัง เพื่อเพิ่มปริมาณปูในทะเลหน้าบ้านให้แก่ชุมชนที่ร้อยละ 70 มีอาชีพจับปูม้าด้วย
อวนจมปู
ในช่วระยะเวลา 1 ปี สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือ กลุ่มธนาคารปูม้าบ้านบางพัฒน์ปูมีฐานะ
การเงินแข็งแรง มีรายได้จากการนำปูที่เขี่ยไข่แล้วไปขาย หลังจากที่นำไปขุนให้มีเนื้อแน่น คุณภาพ
เนื้อดี ส่วนชาวประมงในพื้นที่ก็จับปูได้มากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปี
2549 ก่อนที่จะมีการจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ ปัจจุบันชุมชนในพื้นที่มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์และ
ต้องการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรปูม้ามากขึ้น จากเดิมที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มในระยะแรกก็
เริ่มเห็นด้วย และยินดีนำปูไข่นอกกระดองที่มีชีวิตที่ได้จากอวนมาบริจาคให้กลุ่มมากขึ้นโดยไม่คิด
มูลค่า และไม่มีเงื่อนไข เพราะสิ่งที่เขาได้รับตอบแทนคือความสุขทางใจ ที่ได้มีส่วนร่วมในการ
ฟื้นฟูทรัพยากรปูหน้าบ้านร่วมกับคนอื่น ทำให้ชาวประมงในชุมชนมีปูให้จับมากขึ้น ชุมชน
มีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัว พ่อแม่ลูกได้มีโอกาสอยู่กันพร้อมหน้า อยู่ดีมีสุขแบบเศรษฐกิจ
พอเพียง

URLhttp://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RUG4920002
Alternate TitleThe Technology transfer project on the blue swimming crab and seaweed culture to coastal comunities as an alternative career development in Krabi and Phanga Province