การศึกษาสถานภาพปัจจุบันของชาในประเทศไทย

Titleการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของชาในประเทศไทย
Publication TypeReport
Year of Publication2009
Authorsสัมพันธ์เวชโสภา, สายลม
Series Editorเทพกรณ์, ธีรพงษ์, วิญญายอง พนม, ดำรงกุลอึ้งวณิชยพันธ์ ประภัสสร
Series Titleสมุนไพรเพื่อคุณภาพชีวิต
Date Published2009
Institutionมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
Cityเชียงราย ,เชียงใหม่ ,น่าน
Typeโครงการวิจัย
Report NumberPDG5020004
ISBN NumberPDG5020004
Keywordsชา, ประเทศไทย, สถานภาพการผลิต, สถานภาพชา, อาหาร, เครื่องดื่ม, เมี่ยง
Abstract

การศึกษาสถานะภาพปัจจุบันของชาในประเทศไทย พบว่า สายพันธุ์ชาที่ปลูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ
คือ พันธุ์ชาอัสสัม (Camellia sinensis var. assamica) และพันธุ์ชาจีน (Camellia sinensis var. sinensis)
กลุ่มพันธุ์ชาอัสสัมบางครั้งเรียกว่า ชาพื้นเมือง ชาป่า หรือชาเมี่ยง เป็นชาที่มีใบขนาดใหญ่ เจริญได้ดีตาม
ป่าที่มีร่มไม้ กลุ่มพันธุ์ชาจีนเป็นชาที่มีใบขนาดเล็กกว่าชาอัสสัม พบได้หลายสายพันธุ์ ได้แก่ ชาพันธุ์อู่หลง
เบอร์ 17 (อู่หลงก้านก่อน) อู่หลงเบอร์ 12 ชิงชิงอู่หลง ถิกวนอิม และสี่ฤดู เป็นต้น ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกชา
ทั้งสิ้น 118,101 ไร่ คิดเป็นพื้นที่ปลูกชาอัสสัม 84.4% (98,544 ไร่) และชาจีน 16.6% (19,557 ไร่) ราคาขาย
ใบชาอัสสัมสดและใบชาจีนสดเฉลี่ย 12 และ 50 บาทต่อกิโลกรัม ในปีพ.ศ. 2550 ประเทศไทยผลิตใบชาสด
ทั้งสิ้น 81,074 ตัน ซึ่งใบชาสด 77% นำมาผลิตเป็นชาแห้ง และ 23%นำไปผลิตเป็นเมี่ยง ในการผลิตชาแห้ง
ใช้ชาอัสสัมคิดเป็น 96% ที่เหลือเป็นชาจีน ส่วนการผลิตเมี่ยงใช้เฉพาะชาอัสสัม
ชาแห้งที่ผลิตในประเทศไทยแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ตามระดับการหมักคือ ชาเขียว ชาอู่หลง และ
ชาดำ การผลิตชาเขียว และชาอู่หลงใช้เทคโนโลยีของไต้หวัน การผลิตชาเขียวส่วนใหญ่ใช้ชาพันธุ์อัสสัม
และอู่หลงเบอร์ 12 การผลิตชาอู่หลงใช้เฉพาะชาจีน การผลิตชาดำใช้เทคโนโลยีของอินเดียและใช้เฉพาะ
ชาอัสสัมในการผลิตเท่านั้น ใบชาสดเฉลี่ย 4.6 ตันผลิตชาแห้งได้ 1 ตัน ในระหว่างกระบวนการผลิตมีของ
เสียได้แก่ ผงชา ก้านชา และตำหนิต่าง ๆ ประมาณ 2% ซึ่งโรงงานมักนำไปผลิตหรือขายเป็นชาที่มีคุณภาพ
ต่ำลงมา ในปี พ.ศ. 2549 ไทยส่งออกชาแห้งและผลิตภัณฑ์ชารวม 3,467 ตัน มูลค่ารวม 203 ล้านบาท โดย
ตลาดที่สำคัญคือไต้หวัน รองลงมาคือ กัมพูชา สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ไทยนำเข้าชาใบและผลิตภัณฑ์รวม
2,464 ตัน คิดเป็นมูลค่า 265 ล้านบาท โดยนำเข้าจากประเทศจีนมากที่สุด คนไทยบริโภคชาเฉลี่ย 0.09
กิโลกรัมต่อคนต่อปี
การผลิตเมี่ยงได้ทำสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ พื้นที่ปลูกชาอัสสัมสำหรับผลิตเมี่ยง 41,946 ไร่ โดยนำ
ชาอัสสัม หรือชาเมี่ยง มานึ่ง มัดเป็นก้อน และหมักในถังหมัก ใบเมี่ยงสด 100 ตันจะผลิตเมี่ยงได้โดยเฉลี่ย
144 ตัน มีน้ำนึ่งและน้ำหมักซึ่งเป็นของเสียระหว่างการนึ่งและการหมักเกิดขึ้น 15 และ 20 ตัน ตามลำดับ
ผลิตภัณฑ์เมี่ยงมีรสชาติฝาดถึงเปรี้ยว พบการบริโภคเมี่ยงในเขตภาคเหนือของไทย โดยนิยมบริโภคยาม
ว่าง ขณะทำงานเพื่อความกระชุ่มกระชวย อาจมีการเติมเกลือ น้ำตาล ขิง แล้วแต่วัฒนธรรมการกินในแต่ละ
ท้องถิ่น นอกจากนี้เมี่ยงยังใช้ในงานพิธีกรรม หรือบรวงสรวงต่างๆ ในท้องถิ่นภาคเหนือ
การปลูกชาเพื่อผลิตชาแห้ง จะตัดแต่งกิ่ง 2 รูปแบบคือ ตัดแต่งกิ่งเล็ก และตัดแต่งกิ่งใหญ่ การตัดแต่ง
กิ่งเล็กจะทำทุกครั้งหลังจากเก็บชา ส่วนการตัดแต่งกิ่งใหญ่ทำปีละ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีของทุกปี มี
ปริมาณของเสียทั้งหมด 531,455 ตันต่อปี หรือเฉลี่ย 4.5 ตันต่อไร่ ของเสียประกอบด้วยใบอ่อน 4.9% ใบ
แก่ 24.1% กิ่ง ก้าน 67.2% และเมล็ด 3.8% ส่วนการปลูกชาเมี่ยงเพื่อผลิตเมี่ยงมีการตัดแต่งกิ่ง 1 ครั้งต่อปี
ได้ของเสีย 36,912 ตันต่อปี หรือเฉลี่ย 0.9 ตันต่อไร่ ของเสียประกอบด้วย ใบอ่อน 55% ใบแก่ 18% และ
เมล็ด 27% ซึ่งของเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผู้ปลูกชามักนำไปทำเป็นชาที่มีคุณภาพต่ำ นำไปหมักเป็นปุ๋ยเพื่อ
บำรุงรักษาต้นชา
การศึกษาสถานะภาพชาไทยทำให้มีแนวทางการพัฒนาชาไทยให้มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่าให้มาก
ยิ่งขึ้น โดยแนวทางการพัฒนานี้เชื่อมโยงกับศาสตร์ในหลายแขนง ได้แก่ การเกษตร ระบบเกษตร การ
จัดการทรัพยากรธรรมชาติ การปรับปรุงพันธุ์ เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีการแปรรูป ระบบ
คุณภาพในอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีสกัดสารสำคัญ การประยุกต์ใช้ชาในอุตสาหกรรมอาหาร
เครื่องดื่ม อาหารเสริมสุขภาพ ยา เครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ใช่อาหาร การตลาด ห่วงโซ่อุป
ทาน ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากของเสียต่าง ๆ จากการปลูกและแปรรูปชา

From a study of the current tea status in Thailand, it was found that there are two varieties
cultivated; Assam (Camellia sinensis var. assamica) and Chinese (C. sinensis var. sinensis).
The Assam variety is also called landrace, wild, or Miang tea. Leaves of the Assam tea are larger
than those of the Chinese variety. Assam can also grow readily in the shade provided by forest.
There are many strains of the Chinese variety such as Oolong No. 17, Oolong No. 12, Ching
Ching Oolong, Thi Guan Im, and Four-Season. Thailand has a tea cultivating area of 118,101
rai. 84.4% of the area (98,544 rai) is used to cultivate Assam tea, while the rest (16.6% or 19,557
rai) is for the Chinese tea cultivation. Fresh leaves of the Assam and Chinese varieties are sold
at 12 and 50 Baht per kilogram, respectively. In 2007, there was 81,074 tons of fresh tea leaves
produced in Thailand. 77% of these were processed into dried tea, while 23% were used to
make Miang. 96% of dried tea leaves were produced from the Assam variety, the rest being
made from Chinese. Miang is produced from the Assam tea leaves.
Dried tea in Thailand is divided into three groups according to the levels of fermentation. These
are green, Oolong, and black tea. The technology used to produce green and Oolong tea is
imported from Taiwan. The materials for producing green tea are mainly the Assam and Oolong
No. 12 leaves. Oolong tea is made from the Chinese tea leaves only. Black tea processing
technology is from India. The materials for black tea are the Assam leaves. On average, 4.6
tons of fresh tea leaves can produce a ton of dried tea. During the processing steps, there are
tea wastes in the form of tea powder, stems and imperfections. These wastes, which will be sold
as low grade tea, account for 2% of the finished products. In 2006, Thailand exported 3,467
tons of dried tea and tea products. The total value was approximately 203 million Baht. The
main markets were Taiwan, Cambodia and the US. Thailand also imported 2,464 tons of dried
tea and tea products. The total value was approximately 265 million Baht. The imports are
mainly from China. On average, Thai people consume 0.09 kilogram of tea per person per year.
Miang production is inherited from generation to generation. 41,946 rai of Assam tea is planted
for making Miang. After harvesting, the tea leaves are steamed, bunched and fermented. 100
tons of the fresh leaves will make 144 tons of Miang. Wastes produced in Miang production are
steamed water (15 tons) and fermentation water (20 tons). Miang has a tart to sour taste. Miang
is mainly consumed in the north of Thailand. It is eaten as a snack during work for alertness.
Salt, sugar and ginger can be added according to the cultural practice of each area. In addition,
Miang is also used in local ceremonial events in the north.
In tea plantations for dried tea production, there are two types of pruning, major and minor
prunes. Minor prunes are done after every harvest. Major prunes are scheduled once a year,
normally at the end of the year. Wastes from pruning are 531,455 tons per year or 4.5 tons per
rai per year. The wastes consist of 4.9% young leaves, 24.1% mature leaves, 67.2% stems and
branches, and 3.8% seeds. In tea plantations for Miang production, there is one pruning a year
with 36,912 tons of wastes per year or 0.9 tons per rai per year. The wastes consist of 55%
young leaves, 18% mature leaves, and 27% seeds. The wastes will be used to produce low
grade tea or fermented and used as fertilizer.
This study of the current status of tea in Thailand provides guidelines for improving tea quality.
These guidelines involve many factors, including agriculture, agricultural systems, natural
resources management, strain improvement, post-harvest technology, processing technology,
quality assessment, extraction technology, tea applications in food and non-food industries,
including food and beverages, health food, medicines, cosmetics, marketing, supply chain and
applications of the wastes from tea production

URLhttp://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG5020004
Alternate TitleA study on the Current Status of Tea in Thailand