จัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 2

Titleจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 2
Publication TypeReport
Year of Publication2006
Authorsวิทยศักดิ์พันธุ์, สมพงศ์
Series Editorสัตยานุรักษ์, สายชล, เฟื่องฟูสกุล อภิญญา
Series Titleเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย
Date Published2006
Institutionมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Typeโครงการวิจัย
Report NumberPDG48H0002
ISBN NumberPDG48H0002
Keywordsการประชุม, นำเสนอผลงาน, มนุษย์ศาสตร์
Abstract

หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่เข้าถึงเด็กตั้งแต่ก่อนวัยเรียนโดยพ่อแม่อ่านให้ฟังและให้เด็กดูภาพประกอบจึงมี
ความน่าสนใจเป็นพิเศษในแง่การส่งผ่านความคิดและมุมมองต่าง ๆ เกี่ยวกับโลกรอบตัวเด็กผ่านทางกลไกของภาษา วรรณกรรมและรูปภาพ
ในขณะเดียวกันการศึกษาหนังสือนิทานสำหรับเด็กทำให้เข้าใจสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างถ่องแท้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในบทความนี้จะพูดถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่พบในหนังสือนิทานสำหรับเด็กไทยที่ได้รับรางวัลจำนวน 17 เล่ม ตั้งแต่ พ.ศ.
2533-2545 จากการวิเคราะห์พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงอำนาจระดับต่าง ๆ 7 ระดับได้แก่ ระดับเชื้อชาติ (ตะวันออกและตะวันตก) ระดับรัฐกับ
ประชาชน ระดับชนชั้น (ระดับบนและระดับล่าง) ระดับปัจเจกบุคคลและสังคมส่วนรวมหรือชุมชน ระดับมนุษย์กับธรรมชาติ ระดับครอบครัว
(ผู้ใหญ่กับเด็ก) และระดับเพศ (ชายและหญิง) ผลจากการวิจัยพบว่า หนังสือนิทานภาพสะท้อนลักษณะสังคมวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญ
กับการลำดับอาวุโสและชั้น การจำแนกความสัมพันธ์เชิงอำนาจระดับต่าง ๆ และมุ่งธำรงรักษาสถานะของสิ่งต่าง ๆ ในระบบไม่มีการ
เปลี่ยนแปลง
แต่หากมองอีกแง่หนึ่งอาจกล่าวได้ว่า หนังสือนิทานภาพเป็นกลไกหนึ่งของสังคมไทยที่บอกกล่าสมาชิกใหม่ว่านี่คือสิ่งที่เป็นอยู่มีอยู่
เป็น “ความจริง” ที่ปกติธรรมดาที่พึงยอมรับอย่างไม่ต้องกังขาและพึงธำรงรักษาไว้ในแง่นี้หนังสือนิทานภาพก็มีส่วนจรรโลงความชอบธรรม
ในการใช้อำนาจของบุคคลบางกลุ่มและการริดรอนอำนาจของบุคคลบางกลุ่มนั่นเอง

การสร้าง “ความเป็นไทย” กระแสหลักและ “ความจริง” ที่ “ความเป็นไทย” สร้าง

“ความเป็นไทย” กระแสหลัก ได้รับการนิยามอย่างจริงจังโดยปัญญาชนสำคัญ ๆ ของไทยนับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ทั้งนี้โดย
มีการปรับเปลี่ยนจุดเน้นและความหมายของ “ความเป็นไทย” เป็นระยะ ๆ เพื่อตอบสนองบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป แต่การปรับเปลี่ยน
ดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กรอบโครงหลักทางความคิดเดิม ทำให้เป็นความคิดที่มีพลังและครอบงำวิธีคิดของคนไทยอย่างลึกซึ้ง
การนิยาม “ความเป็นไทย” เกิดขึ้นในบริบททางการเมืองที่มีการรวมศูนย์อำนาจ จึงกลายเป็นฐานทางอุดมการณ์ ที่จรรโลงโครง
สร้างการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ และโครงสร้างสังคมที่แบ่งคนออกเป็นลำดับชั้นฐานทางอุดมการณ์ดังกล่าวนี้ เมื่อดำรงอยู่ในฐานะ “วิธีคิด
กระแสหลัก” ในทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ซึ่งสังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น ได้กลายเป็นอุปสรรคในการปรับตัวของคนไทย เพราะ
มีความหมายแคบเกินไปจนไม่สามารถเปิดพื้นที่ให้แก่คนทุกกลุ่มในสังคมไทยที่จะได้รับความเป็นธรรม สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคที่
จำเป็นทั้งแก่การเข้าถึงทรัพยากรและการดำรงชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จนอาจกล่าวได้ว่า “ความเป็นไทย” กระแสหลักได้สร้าง
“ความจริง” ขึ้นมาในสังคมไทย อันได้แก่วิธีคิดของคนไทยในการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งปัญหาและวิธีแก้ปัญหาทั้งปวง ซึ่งทำให้
ความหมายของ “ความเป็นไทย” กระแสหลักกายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความรุนแรงในสังคมไทย

การสร้าง “ความเป็น (ไทย) อีสาน” : ความคิด “การพัฒนา” อีสาน

สมัยรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย ในบริเวณอีสาน การเข้ามาของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสทำให้ลักษณะของความเป็น “ชาติ
พันธุ์” ต่าง ๆ ถูกทำให้กลายเป็นความแตกต่าง ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญในการอ้างถึงการแบ่งแยกกันระหว่าง “ความเป็นไทย” กับ
“ความเป็นลาว” ที่กลุ่มคนไทยในฐานะเป็น “คนอื่น” ที่เข้ามาปกครอง กดขี่และเรียกร้องเอาผลประโยชน์ไปจากกลุ่มคนลาว เมื่อเรื่องนี้
กลายเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลต่อความมั่นคงในการเป็นรัฐกลางของกรุงเทพฯ ทำให้กลุ่มผู้ปกครองต้องสร้างสำนึกให้คนบริเวณนี้รู้สึกถึงความ
เป็น “พวกเดียวกัน” บนพื้นฐานของ “ความเป็นอื่น” ที่กลุ่มผู้ปกครองเหล่านั้นยังมีต่อคนลาว
นโยบายในการสร้างสำนึกความเป็นพวกเดียวกัน ผ่านแนวคิดเรื่อง “ความเป็นไทย” ให้กับคนอีสานนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนให้คน
กลุ่มนี้กลายเป็น “คนชาติพันธุ์ไทย” แต่เป็นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในฐานะของ “ความเป็นคนชนชาติไทย” ที่อยู่ใต้พระบรม
โพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย ทัศนะนี้เป็นแรงผลักดันให้ผู้ปกครองกรุงเทพฯ มีนโยบายใน “การพัฒนา” อีกสาน ในการทำให้อยู่ใน
รูปแบบเดียวกันกับส่วนกลาง ทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษาและการศาสนา แม้ว่าในทางปฏิบัติยังเป็นปัญหาอยู่ หาก “การพัฒนา”
นี้ก็มีจุดมุ่งหมายในการพยายามลดความรู้สึกว่าตนเป็นคนอื่นและเป็นผู้ที่ด้อยกว่าของกลุ่มคนลาว (แม้ว่ายังเป็นเช่นนั้นอยู่ก็ตาม) และปลูกจิต
สำนึกให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นพลเมืองของชาติที่มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นต้นแบบให้รัฐบาล
สมัยต่อ ๆ มานำไปใช้เป็นแนวทางใน “การพัฒนา” อีสานในช่วงต่อไป

ศิลปะสั้น ชีวิตยืนยาว : กำเนิดศิลปะและศิลปิน “ไทย”

บทความนี้พยายามจะเสนอว่า ความอ่อนช้อย-พลิ้วไหว อันเป็นลักษณะที่สำคัญของศิลปะ “ไทย” ดังที่ปรากฏอยู่ในลายกนก
หรือเส้นรอบนอกขององค์พระพุทธรูปปางลีลาสมัยสุโขทัย เป็นทัศนะต่อศิลปะไทย ที่เพิ่งมีขึ้นเมื่อประมาณทศวรรษ 2480-2490 เท่านั้น
ก่อนนั้นขึ้นไปเพียงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก็ไม่พบหลักฐานใดช่วงสนับสนุนว่าทัศนะต่อศิลปะไทยดังกล่าวนี้ ได้รับการยอมรับดังเช่นที่เรา
ในปัจจุบันได้สมาทาน และที่น่าสนใจต่อไปก็คือ การให้ความสำคัญต่อทัศนะนี้ ก็สัมพันธ์อย่างเจาะจงกับการถือกำเนิดหรือการสถาปนา
วิชาชีพศิลปิน “ไทย”

กระบวนการต่อรองและสร้างความหมายของนักเรียนชายขอบ

บทความนี้มุ่งที่จะศึกษากระบวนการสร้างความหมายในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชายขอบ โดยอาศัยกรอบแนวความคิด
เรื่องปฏิสัมพันธ์เชิงโต้ตอบ (Dialogic interaction หรือ dialogism) ของมิคาอิล บัคติน (Mikhail Bakhtin) กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาเป็นนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 27 คน ของโรงเรียนบ้านหนองบัวคำ อำเภอพญาเม็งรายจังหวัดเชียงราย โดยนักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัว
เกษตรกรที่มีฐานะยากจน และมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับค่อนข้างต่ำ
จากการศึกษาพบว่า กระบวนการสร้างความหมายของคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนมีความสัมพันธ์กับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่าง
ใกล้ชิด กระบวนการดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นไปในลักษณะยอมจำนนหรือยอมรับความหมายทั้งหมดที่ได้รับมา แต่มีการต่อรองและปรับเปลี่ยน
ความหมายให้สอดคล้องกับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของตนเอง นอกจากนี้ยังพบว่าในกลุ่มนักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีแบบแผนการให้ความ
หมายของคำศัพท์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบริบททางสังคมในการเรียนรู้ภาษา และการเปิดโอกาส
ให้มีการต่อรองทางความหมายในกระบวนการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์

แนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต” ในทศวรรษ 2490 กับการวิจารณ์วรรณกรรม

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางวรรณกรรมในช่วงทศวรรษ 2490 คือการอธิบายว่าแนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต”
ได้เข้ามาพร้อมกับการกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในวงการศิลปะวรรณกรรม การมองในลักษณะนี้จะนำไปสู่การอธิบายว่า
ในช่วงทศวรรษ 2490 นี้ เป็นการต่อสู้ระหว่างแนวคิด “ศิลปะเพื่อศิลปะ” และ “ศิลปะเพื่อชีวิต”
อย่างไรก็ตาม แนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต” อาจมิได้ก่อให้เกิด “พลังแห่งการวิจารณ์” มากเท่าที่เข้าใจกันคำอธิบายจึงอาจต้องเปลี่ยน
มามองถึงบรรยากาศทางความคิดทางศิลปะวรรณกรรมที่หลากหลายและไม่ตายตัวมีบางส่วนสอดคล้อง และบางส่วนแตกต่างกัน

ความรุนแรงในสถานบันการศึกษาไทย

การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างทรัพยากรบุคคลในประเทศ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป สถาบันการ
ศึกษาเป็นสถานที่ ที่สร้างวาทกรรมและเป็นเครื่องมือของรัฐ ในการส่งผ่านอุดมการณ์ และผลิตบุคลากรอันเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต
เป็นที่ที่หลักสูตรการศึกษาของชาติ กำหนดลงไปว่า นักเรียน นักศึกษา ต้องเรียนอะไรและอย่างไรบ้าง นักเรียน นักศึกษาจึงต้องศึกษาให้
ครบตามหลักสูตรที่กำหนดมาจากเบื้องบน หากศึกษาไม่ครบ ก็ไม่สำเร็จการศึกษาได้
ในสถาบันการศึกษามีความรุนแรงแฝงอยู่ ทั้งที่นักเรียน นักศึกษารู้ตัวและไม่รู้ตัว ความรุนแรง ไม่จำเป็นต้องทางกายภาพเพียง
อย่างเดียว แต่มีทางโครงสร้างและวัฒนธรรมด้วย

สัจนิยมมหัศจรรย์ในวรรณกรรมไทยกับวาทกรรมแห่งความเป็นอื่น

ในวงการวรรณกรรมไทยนั้น รูปแบบการประพันธ์แนวสัจนิยมมหัศจรรย์นับว่าได้รับความนิยามเป็นอย่างมากนักเขียนในวงการไม่
ว่าจะเป็นกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เรวัตร พันธุ์พิพัฒน์ ศิริวร แก้วกาญจน์ ประชาคม ลุนาชัย และอุเทน พรมแดง ต่างสร้างสรรค์งานเขียนที่มี
กลิ่นอายของสัจนิยมมหัศจรรย์ ทำให้มีการกล่าวขวัญถึงวรรณกรรมแนวนี้อย่างต่อเนื่อง เป็นที่ทราบกันดีว่าสัจนิยมมหัศจรรย์เป็นรูปแบบการ
ประพันธ์ที่มีต้นกำเนิดจากต่างประเทศและมีชุดแนวคิดและอุดมการณ์รองรับชัดเจน ในแง่หนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าสัจนิยมมหัศจรรย์เป็นวาท
กรรมที่มีกรอบและขอบเขต มีพัฒนาการที่ตอบโต้กับวาทกรรมสัจนิยมที่พยายามนำเสนอว่าอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์และเรื่องราวที่อยู่นอกระบบ
เหตุผลเป็น “ความเป็นอื่น” ที่ไม่สมควรให้ความสำคัญ บทความนี้จึงมุ่งศึกษาการนำรูปแบบการประพันธ์สัจนิยมมหัศจรรย์มาใช้ในบริบท
วรรณกรรม เพื่อวิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างในเชิงวาทกรรมแห่งความเป็นอื่นโดยมุ่งศึกษาเปรียบเทียบวรรณกรรมไทย 3 เรื่อง คือ
โลกที่กระจัดกระจาย ของศิริวร แก้วกาญจน์ “แม่มดแห่งหุบเขา” ของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และหมานครของคอยนุช

นิเวศสำนึกแบบองค์รวม ในนวนิยาย To a God Unknown ของจอห์น สไตน์เบ็ค

บทความนี้วิเคราะห์นวนิยายของจอห์น สไตน์เบ็คเรื่อง To a God Unknown (1933) เพื่อศึกษามุมมองของนักเขียนที่มีต่อสภาวะ
แวดล้อม บทความนี้พิจารณากระบวนการเรียนรู้ของตัวละครเอกสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์ โดยสำนึกแห่งความเป็น
หนึ่งเดียวของตัวละครเอกกับธรรมชาติเกิดขึ้นควบคู่ไปกับความเข้าใจในความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษย์กับสังคม ดังเห็นได้จากการรับรู้ของตัว
ละครเอกที่ไร้ซึ่งการแบ่งแยกในประเด็นทางศาสนาและเพศ สถานะ บทความนี้เสนอความคิดว่า สไตน์เบ็คสร้างสำนึกที่มีต่อสิ่งแวดล้อมเป็น
แบบองค์รวมเพื่อเสนอเป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวของมนุษย์กับโลกธรรมชาติและมนุษย์กับ
สังคม

การใช้สรีระเป็นตัวบทของการต่อต้านผ่านภาพแทนของผู้หญิงและประเทศฟิลิปปินส์ในนวนิยาย ของ เจสสิกา แฮกดอร์น เรื่อง ด็อกอีทเตอร์ส

บทความนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์กลวิธีการเขียนนวนิยายเรื่อง ด็อกอีทเตอร์ส ของนักเขียนชาวอเมริกันเชื้อสายฟิลิปปินส์ เจสสิกา
แฮกดอร์น ในแง่ที่เป็นทั้งงานวรรณกรรมขัดขืน (Resistance) และวรรณกรรมเยียวยา (Healing) ในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ นวนิยายเล่มนี้ต่อ
ต้านกลวิธีการเขียนแนวขนบ ซึ่งไม่สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของผู้หญิงที่ถูกสังคมละเลยได้อย่างบรรลุผลซึ่งจะทำให้เกิดการบิดเบียน
ได้ง่าย เพราะต้องอาศัยวาทกรรมหลัก (Dominant Discourse) เป็นสื่อกลางทำให้ต้องอาศัยเสียงของผู้ที่มีสิทธิพิเศษ หรือเสียงของผู้ชายเป็นผู้
พูดแทนผู้หญิงกลุ่มนี้
ด็อกอีทเตอร์ส วิพากษ์ลัทธิจักรวรรดินิยมของสหรัฐอเมริกา และนำเสนอผลกระทบของลัทธิดังกล่าวต่อประเทศ ฟิลิปปินส์ รวมทั้ง
ผู้หญิงที่ถูกสังคมละเลย และถูกกดขี่ซ้ำซ้อนในลักษณะที่เลยขีดจำกัดของกระบวนทัศน์ทางวรรณกรรมแนวขนบ แฮกดอร์นเสนอทางเลือกใหม่
ในการนำเสนอประสบการณ์หลังอาณานิยมของผู้หญิงฟิลิปปินส์ผ่านทางสรีระของผู้หญิงซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวบทที่สะท้อนภาพแทนของ
ประเทศฟิลิปปินส์ภายใต้การปกครองและการบริหารประเทศของประธานาธิบดีมาร์ดอส การนำเสนอเช่นนี้ทำให้เห็นว่าลัทธิจักรวรรดินิยมของ
สหรัฐส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อผู้หญิงฟิลิปปินส์ เอกราชที่ได้รับจากสหรัฐมิได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในประเทศและชีวิตของผู้หญิง
ฟิลิปปินส์เลย แฮกดอร์นแสดงให้เห็นว่า สหรัฐอเมริกายังคงเผยแพร่วัฒนธรรมจักรวรรดินิยมตลอดมาผ่านทางภาพยนตร์ฮอลลีวูด และธุรกิจ
เกี่ยวกับความงาม
การบริโภคสื่อภาพยนต์ฮอลลีวูดอย่างไม่มีขีดจำกัดของชาวฟิลิปปินส์นำไปสู่การซึมซับเอาอัตลักษณ์ของชาวตะวันตกมาเป็นของตน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการดูถูกวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนว่าต่ำต้อยกว่าวัฒนธรรมตะวันตก นอกจากนี้ระบอบการปกครองแบบเผด็จการภายใต้การ
ครอบงำของสหรัฐ และความพยายามของผู้นำประเทศที่จะพัฒนาประเทศให้ทันสมัยโดยการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวทำให้มีการควบคุม
และแสวงหาผลประโยชน์จากเรือนร่างของผู้หญิงที่ถูกมองว่า “สวย” ตามมาตรฐานความงามแบบตะวันตก แต่มักถูกละเลยจากสังคม เช่น
นางงาม หญิงขายบริการทางเพศ และนางบำเรอของนาย
อาจารย์ ดร. ชลาธิป วสุวัต จบศิลปศาสตร์บัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อักษรศาสตร์
มหาบัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับทุนฟุลไบรท์ ไปศึกษาต่อระดับมหาบัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) จาก San Diego State
University สหรัฐอเมริกัน และได้รับทุนทบวงมหาวิทยาลัยไปศึกษาต่อระดับดุษฎีบัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) จาก Arizona State University
สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันรับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แอนนี่ จอห์น : เสียงเพรียกแห่งอิสรภาพ

เรื่อง แอนนี่ จอห์น เขียนโดย จาไมก้า คิงเคด นำเสนอเรื่องราวของเด็กสาววัยรุ่น ผู้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความยุ่งยาก
ต่าง ๆ ในขณะที่เธอกำลังโตเป็นสาว นอกจากความรู้สึกว้าวุ่นใจเกี่ยวกับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น แอนนี่ยังรู้สึกวิตกกังวลกับความ
สัมพันธ์ของเธอกับมารดา ซึ่งนับวันจะย่ำแย่ลง ในขณะเดียวกับที่แอนนี่ได้สานสัมพันธ์กับตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง แม้ว่าแอนนี่ จอห์นผู้เป็น
ตัวเอกของเรื่องจะดูใกล้ชิดและผูกพันกับมารดาของเธอราวกับว่าทั้งสองไม่สามารถแยกจากกันได้เลยในตอนต้นของเรื่อง เรื่องราวกลับจบลงที่
ความปรารถนาของแอนนี่ที่จะไปให้พ้นจากมารดาผู้เคยเป็นที่รักยิ่งของเธอ
เรื่องราวของแอนนี่ จอห์นไม่เพียงแต่นำเสนอ หลักจิตวิทยาวัยรุ่นเท่านั้น แต่เรื่องราวซึ่งดำเนินไปในฉากของเกาะแอนติกัวในยุค
ที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ กลับแสดงให้เห็นความทุกข์ยากลำบากที่เลวร้ายกว่าความลำบากของแอนนี่ จอห์นโดยนัยว่า ชาวแอนติกัวนั้น
ต้องได้รับความเจ็บปวดและยากลำบากจากการล่าอาณานิคมเป็นอันมาก เช่นเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างแอนนี่ กับมารดา และความรู้สึกผูก
พันกับดินแดนมาตุภูมิที่เสื่อมถอยลง แสดงให้เห็นประสบการณ์อันเลวร้าย และถูกเอารักเอาเปรียบของชาวแอนติกัวผู้ตกอยู่ในอาณัติของนักล่า
อาณานิคมชาวอังกฤษ การที่แอนนี่พยายามเผชิญหน้า และดิ้นรนกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตช่วงวัยรุ่น โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานกับ
มารดา และความสัมพันธ์กับตัวละครอื่น ๆ ในเรื่องนั้น เป็นอุปมาแสดงให้เห็นว่า ชาวแอนติกัวในยุคอาณานิคมเอง ก็ดิ้นรนต่อสู้เพื่อจะหลุด
พ้นจากการครอบงำของอังกฤษ และเพื่อได้มาซึ่งเอกราช
ประเด็นหลักของสาระนิพนธ์ฉบับนี้ เกี่ยวข้องกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแอนนี่ ที่กำลังเติบโตจากวัยรุ่น ไปเป็นผู้ใหญ่ ความหมาย
โดยนัย และความซับซ้อนของเรื่องราว โดยยึดทฤษฏี Postcolonialism และ Orientalism เป็นหลักในการวิเคราะห์ ประเด็นแรกที่ผู้เขียนต้อง
การนำเสนอคือ ความพยายามดิ้นรนของแอนนี่ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความยุ่งยากใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เธอจะโตเป็นผู้ใหญ่
นั้น มีความคล้ายคลึงกับประเทศแอนติกัวและประชาชนชาวแอนติกัว ผู้ดิ้นรนต่อสู้กับความลำบากยุ่งยาก ที่เกิดจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษ
ประเด็นที่สองนั้นนำเสนอ ความสัมพันธ์ที่ไม่เสมอภาค ไม่ราบรื่น แต่เต็มไปด้วยอุปสรรคระหว่างแอนนี่และมารดา ซึ่งคล้ายคลึงกับสภาพ
ความสัมพันธ์ของชาวแอนติกัว และนักล่าอาณานิคมชาวอังกฤษ ประเด็นที่สามนั้น เกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ของแอนนี่กับตัวละครอื่น ๆ ใน
เรื่อง ซึ่งบ้างก็แสดงให้เห็นมุมมองที่น่ายกย่องชื่นชม ของวัฒนธรรม รากเหง้าของชาวแอนติกัว บ้างก็แสดงให้เห็นถึงลัทธิล่าอาณานิคมที่ครอบ
งำความคิดของตัวละครหลาย ๆ ตัวในเรื่อง ประเด็นสุดท้าย เน้นที่การตัดสินใจของแอนนี่ ที่จะไปจากอ้อมอกของมารดา และมาตุภูมิ ซึ่งสื่อ
ให้เห็นอิสรภาพ และเอกราชซึ่งชาวแอนติกัวปรารถนาที่จะได้รับอย่างแรงกล้าในยุคที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
สรุปได้ว่า สาระนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะค้นคว้าข้อความนัยยะที่จาไมก้า คินเคดต้องการนำเสนอผ่าน เรื่องราวชีวิตของแอนนี่ จอห์น
ซึ่งมิได้เป็นเพียงเรื่องราวชีวิตของเด็กสาวชาวแอนติกัวธรรมดาคนหนึ่ง ผู้ดิ้นรนกลับมาเปลี่ยนแปลงในช่วงวัยรุ่น หากแต่เป็นคำตำหนิและการ
ต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมของอังกฤษ และผลพวงอันเลวร้าย ที่ครอบงำประเทศแอนติกัวและชาวแอนติกัวในยุคอาณานิคม การค้นหาอิสรภาพ
ของแอนนี่ จอห์น จึงเป็นตัวแทนของ ชาวแอนติกัวผู้แสวงหา และรอคอยเอกราชของชาติตน

วรรณกรรมกับความเป็นธรรม : การศึกษาเรื่องสั้นเวียดนามยุคหลังสงคราม

ปี ค.ศ. 1975 เป็นปีที่มีนัยยะสำคัญในประวัติศาสตร์เวียดนาม ชัยชนะของเวียดนามเหนือต่อกองทัพอเมริกาและเวียดนามใต้ทำให้
สงครามอันยาวนานและโหดร้ายได้สิ้นสุดลงและเวียดนามได้รวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง การปรับเปลี่ยนจากยุคสงครามสู่สันติภาพทำให้
เวียดนามเริ่มพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม ชาวเวียดนามก็ไม่สามารถชื่นชมกับชัยชนะได้นานนักอันเนื่องจากการ
ตระหนักถึงความจริงในยุคหลังสงคราม เช่น คอร์รัปชั่น รัฐคุมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและ
สังคมทำให้นักเขียนและปัญญาชนเริ่มตระหนักว่าอุดมการณ์ในช่วงสงครามนั้นไม่เหมาะสมกับสังคมยุคหลังสงครามที่ซับซ้อนมากขึ้น
ประเด็นที่นักเขียนให้ความสนใจมากคือความเป็นธรรมในสังคมและการประเมินคุณค่าของมนุษย์ บทความวิจัยชิ้นนี้มุ่งวิเคราะห์ว่าเรื่องสั้น
เวียดนามในยุคหลังสงครามแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นธรรมได้อย่างไร ข้อสังเกตเบื้องต้นประการหนึ่งคือ
วรรณกรรมเวียดนามยุคสงครามได้สะท้อนให้เห็นว่าคุณค่าของบุคคลนั้นขึ้นอยู่กับความรักชาติและการเสียสละเพื่อประเทศ แต่วรรณกรรมยุค
หลังสงครามได้พยายามที่มองบุคคลในฐานะที่ปัจเจกบุคคล กล่าวโดยสรุปคือเรื่องสั้นยุคหลังสงครามพยายามชี้ให้เห็นว่าความเป็นธรรมนั้น
ซับซ้อนเพราะไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิดเรื่องชาติเท่านั้นแต่ยังมีส่วนสัมพันธ์กับแนวคิดอื่น ๆ เช่น ชนชั้นและเพศสถานะ

Mainstream thought on “Thainess” has been firmly defined by significant intellectuals since the reign of King Rama V. Intellectuals
adjusted the key aspects and significance of “Thainess” periodically in responded to the changing political contexts. However, the original
structure of “Thainess” was retained throughout these adjustments. As a result. The mainstream construction of “Thainess” has an
overwhelming power upon the ways of thinking of Thai people.
The definition of “Thainess” originated within the context of the centralized political structure. This construction of “Thainess”
then became the basis of the ideology that maintained the centralized political regime and the hierarchical social structure. Thai people have
been dominated by this overarching ideology since the end of the 1950s, since then, the ideology has functioned as an obstacle to prevent Thai
people from adapting themselves to the rapid, crucial changes in Thai society. Further, the meaning of this idea of “Thainess” has been too
narrow to create “social space” for all groups of Thai people to attain justice, freedom and equality. Justice, freedom and equality are
essential for people to access essential resources and to live a digified life. Therefore, we can say that mainstream thought on “Thainess” has been one part of the violent structure of Thai society.

(The Construction of “(Thai) Isanness” : Thought of Isan Development)

During Thai absolute monarchy periods. The northeastern region or Isan had the effect of Frence imperialism. She efforts was
made of point the ethnic groups in Isan to be different. That issue was imported to distribute between “Thainess” and “Laoness” in sense of
Thai was “the other” to authorize pressure and investigate the available resources. Bangkok government awared for this problem and led to
made the filed of ethnicity in Isan to had sense of unity with Siam whereas Bangkok authority held the view towards Lao ethnic as being
“otherness”
The policy of Bangkok Ruling Elites were create the sense of belonging in thainess to Isan people. These factor was not in term
to change Isan people to be “Thai ethnic” but it forced to made them to be “Thai nationality” under King monarchy. For this attitude led to
change the policy towards to developed Isan in the same functioned through the administrative system, economic, education and religion in
Bangkok form, although the interaction had the problems. The aim of the development policy wanted to sloved the filled of “the other” and
of the lower status of Lao and made their to the citizen of Siam that had the obligation of nation Religion and King. These concept was to be
the based for governmental policies toward Isan to developing together.

VITA LONGA, ARS BREVIS : AN ORIGIN OF “THAI” ART AND ARTIST

This article attempts to show that the universal undulating and soaring sense, as seen in Lai Kanok ornament or an outline of
Sukhothai Walking Buddha, has been the principal concept of “Thai” art since 1940s-1950s. In the early time of Bangkok period found no
supporting evidence to any recognition of this concept as it is regarded in the present day. So fascinatingly, this mention is exclusively related
to an origin or establishing of the profession of “Thai” artist.

This article examines the process of meaning formation in English vocabulary learning of marginalized students, in the light of
Mikhail Bakhtin’s dialogic interaction. The target group were 27 students in Prathom Suksa 6 (grade 6) of Baan Nongbuakham, a primary
school in the Northern province of Thailand. Most of the students were from poor families and their English proficiency was at a low level.
The study finds that the process of meaning formation of the targeted students is closely related to their social interactions. There
are negotiations and adjustment in the process of meaning formations. Moreover, the patterns of meaning formation in male and female
students are notably different. The results underline the Importance of social contexts in language learning, and the opportunities of meaning
negotiation in learning process.

The Concept of “Art For Life’s Sake” in B.E. 2490s and the Literary Criticism

The misunderstanding of the influence of the concept of “Art For Life’s Sake” in the early B.E. 2490s led many scholars to believe
that the “Art For life’s Sake” had stimulated the criticism in art and literary circles. From this aspect, the image of the engagement between
the “Art For Art’s Sake” and the “Art For Life’s Sake” was described. The concept of “Art For Life’s Sake,” however, was not the pure
source of force of criticism. In view of fact, there are many concepts of art and literature that formulate the atmosphere of criticism at that time.

Violence in Educational Institution

It is believed that schooling is one of the important processes to produce human resources. Yet, educational institutions has also
been regarded as sites of contested discourses that the state and other parties imposing certain ideologies to people. This is because many
rigid conditions in educational curriculums, which do not open so, much space for individuals. One has to follow the rules, or else he or she
would not fulfill as a graduate. All the above-mentioned is what this paper calls ‘violence’. Such violence can be hidden silently without any
awareness of the individuals, particularly those structural violence and cultural violence.

Magical Realism in Thai Literature and the Discourse of the Other

Magical realism can be regarded as a trend to be reckoned with in the contemporary Thai literary scene. Various writers,
including Kanokpong Songsompane, Rewat Panpipat, Siriworn Kaewkarn, Prachakom Lunachai, and Uthen Promdaeng, have tried their
hand at this dynamic genre, popularizing it to the extent that the application of the genre in the local context has been a subject of continuing
debate. It has been known that magical realism originates in other parts of the world and has its own well-theorized, complex ideologies,
resulting in its discursive implications that have developed in opposition to those of realism. It criticizes how realism downplays the
occurrence of supernatural and supranational events, the act of which forms part of the discursive practice of realism to turn this more arcane
side of nature into “the other” that should not be taken seriously. This essay is aimed to analyze the transference of the genre of magical
realism from its foreign origins to Thailand, as well as its similarities and differences in terms of the discourse of “the other”, by using as
examples three literary works: The Scattered World by Siriworn Kaewkarn. “The Witch of the Valley” by Kanokpong Songsompane. and
Citizen Dog by Koynuch.

Ecological Holism in John Steinbeck’s To a God Unknown

This paper analyzes John Steinbeck’s To a God Unknown (1933) from an ecocritical standpoint in order to examine his environ
mental vision. This paper focuses on the development of the protagonist’s oneness with nature. This parallels his gradual understanding of the
oneness between humans and their social environment. for he has adopted a non-discriminatory attitude with respect to religion and gender. I
will argue that Steinbeck forms his notion of “ecological holism” to establish the harmonious co-existence between humans and the natural
world as well as among individuals in society.

Kincaid’s Annie John : A Search for Independence

Annie John thoroughly focuses on a life of an adolescent girl who is struggling through serial changes and difficulties upon
reaching puberty. Beside her body’s changes, Annie’s biggest worry is about her relationship with her mother which deteriorates at the same
time her relationship with other female characters develops. Starting from a very close and almost inseparable bound with her mother, Annie
John, the protagonist, ends the novel in a great desire of being as apart as possible from her once-beloved mother.
Apart from its universal aspect of adolescent psychology, Annie John’s struggle taking place in the significant setting of the
British-colonized Antiguan implies a larger deterioration and suffrage the people of the Island had to undergo. Annie’s declining bound with
her mother and sense of attachment to her homeland, in other words, represents the exploited lives of those who have experience in being
under British colonization. Annie John’s struggle in coping with the changes upon her puberty-reaching state especially with the transforming
relationship with her mother and other female characters represents the experience of the Antiguans, while having been oppressed by the
British colonization, craved for their genuine independence.
In this research paper, the writer will focus on four significant points regarding. Annie in her puberty reaching, its representation
and implication along with the applicable theories of Postcolonialism and Orientalism. The first concentration is about Annie’s struggle to
cope with the changes and difficulties upon her adolescence which parallels the changes Antigua and its indigenous habitants had to face
during the period of British colonization. The second point the writer would like to focus is the unequal, uneven and difficult relationship
between Annie and her mother which is similar to the relationship of the indigenous inhabitants and the colonizers. Besides Annie’s
relationship with her mother, the third focus of this research paper will explore the relationship between Annie and other female characters in
the story who reveal the favorable aspects of Antiguan culture and identity or the unfavorable aspects of British colonization imposed upon
certain characters, Lastly, Annie’s final decision to leave her mother and the island of Antigua will be the final focused point which implies
the ideal Independence and self autonomy the colonized Antiguans have always longed for.
In conclusion, this research paper aims to explore the message of Kincaid’s Annie John that it is not simply a story of an
adolescent girl and the conflicts she encounters upon puberty-reaching but a diatribe against British colonization and its legacies imposed
upon her homeland Antigua and lives of its indigenous inhabitants. Annie John’s search for herself autonomy. In other words, parallels to
the colonized Antiguan’s desire for their national autonomy.

URLhttp://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG48H0002
Alternate TitleThe 2 nd Humanities Research Forum in Thailand