แนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันการบริโภคอาหารกินด่วนและอาหารขยะของเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานคร

Titleแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันการบริโภคอาหารกินด่วนและอาหารขยะของเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานคร
Publication TypeReport
Year of Publication2005
Authorsสืบสมาน, สำอาง
Date Published2005
Institutionมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
Typeโครงการวิจัย
Report NumberPDF4480017
ISBN NumberPDF4480017
Keywordsadvertising, eating behavior, fast food, junk food, Youth, จังค์ฟู้ด, พฤติกรรมการกิน, ฟาสต์ฟู้ด, สื่อโฆษณา, เยาวชน
Abstract

การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาปัจจัย พฤติกรรม และแรงจูงใจในการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด
และจังค์ฟู้ดของเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานครและเพื่อให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์
หาแนวทางการรู้เท่าทันสื่อโฆษณา และหาสาเหตุของปัจจัยเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการ
บริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดและจังค์ฟู้ดในหมู่เยาวชน การศึกษาดำเนินการทั้งในเชิงปริมาณและคุณ
ภาพโดยรวบรวมข้อมูลจากเยาวชนในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 460 คน และเยาว
ชนในย่านศูนย์การค้า จำนวน 100 คน รวมทั้งสิ้น 560 คน อายุเฉลี่ย 16.2 ปี (+ 1.5 SD) ผู้
แทนเยาวชนจากโรงเรียนที่เข้าร่วมสัมมนาระดมสมอง จำนวน 32 คน อายุเฉลี่ยคือ 16.4 ปี (+
0.74 SD) และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในสถานศึกษา จำนวน 20 คน อายุเฉลี่ยคือ 46.5 ปี (+ 5.4
SD)
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ในเรื่องแหล่งพลังงานอาหารเป็นอย่างดี แต่
ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคอาหารมันๆกับความเสี่ยงต่อ
การเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง ปริมาณคอเลสเตอรอล ความอ้วน และมีความรู้
พอควรในเรื่องเครื่องดื่มอัดลมกับน้ำตาลในร่างกาย และอาหารมันๆ กับการสะสมไขมันในร่าง
กาย
สภาวะทางโภชนาการของกลุ่มตัวอย่างเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานเด็กไทย อายุ 1 วัน –
19 ปี ของกระทรวงสาธารณสุข พบสภาวะโภชนาการเกินคือ ร้อยละ 16.4 น้ำหนักต่ออายุเกิน
เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 14.4 ส่วนสูงต่ออายุเกินเกณฑ์มาตรฐาน และร้อยละ 9.7 มีน้ำหนักตัว
ต่อส่วนสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน สภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานคือ ร้อยละ 0.4 น้ำ
หนักต่ออายุต่ำกว่ามาตรฐาน ร้อยละ 0.5 ส่วนสูงต่ออายุต่ำกว่าเกณฑ์ และร้อยละ 2.4 มีน้ำหนัก
ตัวต่อส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
วัยรุ่นที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้สูงมีน้ำหนักตัวต่ออายุเกินมาตรฐานมากว่ากลุ่มตัว
อย่างที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=2.295, p=0.024) สำหรับ
ส่วนสูงต่ออายุ และน้ำหนักต่อส่วนสูงไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ วัยรุ่นชายมี
น้ำหนักต่ออายุและน้ำหนักต่อส่วนสูงเกินมาตรฐานมากกว่าวัยรุ่นหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(X2=7.495, p=0.007 และ X2=6.505, p=0.012 ตามลำดับ)
ร้อยละ 33.9 ของกลุ่มตัวอย่างงดมื้ออาหารบางมื้อ โดยมื้อเช้าเป็นมื้อที่งดมากที่สุด
(ร้อยละ 61.1) วัยรุ่นหญิงงดมากกว่าวัยรุ่นชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (X2=29.87, p= 0.000)
และวัยรุ่นที่งดอาหารกลัวอ้วนมากกว่ากลุ่มที่ไม่กลัวอ้วนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (X2=9.987
p=0.002)
กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 73.6 ชอบกินฟาสต์ฟู้ด ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 47.4) กิน 1-2 ครั้งต่อ
สัปดาห์ ความเห็นของกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับแนวโน้มฟาสต์ฟู้ดในประเทศไทย ร้อยละ 49.3 เห็น
ว่าควรลดค่านิยมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ดลง ร้อยละ 21.4 เห็นว่าควรหาซื้อบริโภคได้ง่ายและ
สะดวกมากกว่านี้ ร้อยละ 18.9 เห็นว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามกระแสนิยม อื่นๆ ร้อยละ 5.5
และไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 4.8
ปัจจัยที่มีผลต่อการบริโภคฟาสต์ฟู้ดและจังค์ฟู้ด คืออร่อย รูปลักษณ์ทันสมัย มีจำหน่ายทั่วไป
บริการรวดเร็ว สถานที่เหมาะสำหรับนัดพบ มีการโฆษณาทั่วไป การลด แลก แจก แถม
สามารถหาซื้อและสะสมของเล่น ปัจจัยด้านบุคคลคือเป็นค่านิยมตามเพื่อน พฤติกรรมเลียน
แบบ อยากลอง ไม่มีวินัยในการกิน ตามใจตัวเอง มักถูกตามใจจากพ่อแม่ เยาวชนยังมองข้าม
เรื่องคุณค่าทางโภชนาการ กินเพื่ออิ่มให้อยู่รอดไปวันๆ ถึงแม้รู้ว่ากินแล้วอ้วนแต่ยังกิน ไม่คำนึง
ถึงโทษของอาหารที่ไม่ได้สัดส่วน
แรงจูงใจอันดับแรกในการตัดสินใจเลือกกินฟาสต์ฟู้ดคือ สถานที่เหมาะสำหรับเป็นที่นัดหมาย
กลุ่มเพื่อน รองลงมาคือ การบริการดี อาหารสะอาด รสชาติอร่อย สะดวก บรรจุภัณฑ์สะดุดตา
ส่วนอาหารจังค์ฟู้ด (เช่น ขนมกรุบกรอบ ฯลฯ) แรงจูงใจอันดับแรกคือ การโฆษณา รองลงมาคือ
รสชาติ บรรจุภัณฑ์ และชอบสะสมของแถม
กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าสื่อโฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดและจังค์ฟู้ดก่อให้เกิดความต้องการเชิงจิตวิทยา
เกิดค่านิยมร่วมในกลุ่มเพื่อน มีการเปลี่ยนพฤติกรรมจากไม่กิน เป็นอยากกิน และเมื่อได้กินแล้ว
ติดใจในรสชาติ และกินเป็นนิสัย การโฆษณาใช้กลยุทธ์หลายรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าการจะ
รู้เท่าทันสื่อต้องมีสติแยกผิดถูก คำนึงถึงประโยชน์ที่แท้จริงของสินค้า และต้องเตือนตนเองเสมอ
ว่าเป้าหมายของสื่อโฆษณาทำเพื่อยั่วยุสติเยาวชนให้หลงเชื่อ ฉะนั้นต้องไม่คล้อยตามสื่อ ต้องมี
ความรู้เรื่องการกินอาหารที่มีประโยชน์ มีการรณรงค์เผยแพร่ความรู้ในหมู่เยาวชนเกี่ยวกับผล
กระทบต่อสุขภาพหากกินอาหารที่ไม่ได้สัดส่วนสมดุล โดยใช้พลังเยาวชนเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ใน
ห้องเรียน และขยายเครือข่ายออกไปในโรงเรียนโดยการสร้างเครือข่ายระหว่างโรงเรียนทั่วไป
เป็นการเสริมสร้างค่านิยมที่ครอบคลุมไปถึงครอบครัวและสังคม ทั้งนี้หน่วยงานของรัฐและองค์
กรเอกชนให้การสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ มีมาตรการลดการโฆษณา และเพิ่มคำเตือนของการ
กินอาหารที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพให้ประชาชนรับรู้และตระหนักอย่างจริงจัง
วิธีการสร้างภูมิคุ้มกันการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดและจังฟู้ดของกลุ่มตัวอย่างคือ ความ
อบอุ่นในครอบครัว มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น มีความฉลาด
เลือกบริโภคอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน คำนึงถึงความสะอาด ถูกสุขอนามัย บริการรวดเร็ว
ทันใจ และอาหารที่บริโภคต้องผ่านการตรวจสอบตามคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยจาก
องค์การด้านอาหารและยา และผู้บริโภคโดยเฉพาะเยาวนต้องตระหนักถึงสิทธิในการได้รับความ
คุ้มครองเพื่อการบริโภคอาหารซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ผู้ผลิตผลิตอาหารที่มีคุณภาพ

This study examined factors underlying behavior and related motives for
consumption of fast food and junk food by Thai youth in metropolitan Bangkok. The
study obtained both quantitative and qualitative data in Bangkok from 460 high school
youths and from 100 youths sampled at point-of-sale at supermarkets. Average age of
these 560 sample was 16.2 years (SD=1.5). We also involved 32 representative youth
from sampled schools who participated in a two-day brain-storming seminar-retreat as
part of the research process in media analyses and group reflection to find ways to
decrease such food consumption in this age group. Average age of the representative
was 16.4 years (SD=0.74) As well, 20 related school personnel (teachers and
nutritionists) were interviewed. Average age was 46.5 years (SD=5.4) ranged from 31 to
54 years.

It was found that knowledge about calories sources from food was good
among youth. But knowledge on fat food related to risk of heart disease, hypertension,
high cholesterol and overweight was limited. The nutritional status among 560 youths
compared to Ministry of Health standards for Thai children revealed that 16.4% were
over weight-for-age, 14.4% were over height-for-age and 9.7% were over weight for
height.. Undernutrition was virtually non-existent in this group: only 0.4 % were under
weight-for-age, 0.5% under height-for-age and 2.4% under weight-for-height – all
proportions within expected limits given the properties of normal distributions.

Youth from higher income families were significantly more over weight than
lower income family children (t=2.295, p=0.024) but not statistically significantly different
for height-for-age and weight-for-height. Boys were statistically significantly more over
weight-for-age and weight-for-height than girls (x2=7.495, p=0.007 and x2=6.505,
p=0.012), respectively.
Meal skipping was reported by 33.9% of youth and breakfast was the most
frequent meal missed (61.1%). Girls skipped more meals than boys (x2=29.87,
p=0.000) and children afraid of becoming fat were much more likely to skip meals than
those who were not afraid of getting fat (x2 =9.987, p= 0.002).

Most youths questioned were found of fast food (73.6%) and overall 47.4% ate
it at least once a week. Opinions expressed on fast food trends in Thailand revealed
that 49.3% would like it to become less prestigious whereas 21.4% would like o find fast
food more easily, 18.9% would just let it be, 5.5% had various other attitudes towards it,
and 4.8% had no comments at all.

Factors influencing eating fast food among youth were product, price, place,
promotion, and personal attributes. From youths’ point of view, fast food products were
convenient, delicious, and good appearance. Price was not too expensive compared to
food from restaurants. Places were generally available, including room for parties and
for meeting friends and one can sit as long as one likes. Promotions can be seen
everywhere such as television, internet, bill board, express way and include discount
rates and toy gifts. Discussion among the youth revealed that youth mostly followed
peer groups, want to try new things, had no discipline in eating behavior and eat
whatever they desire. Parents often give whatever the children want, and youth eat to
survive day by day and do not care about healthy food.

The most frequent motive for eating fast food is that outlets are suitable places
for meeting friends. Other common motives were good services, delicious taste,
convenient, and convenient packaging. For junk food (snack, ice scream etc) the most
common motive was to follow suggestions by advertising. Other motives were delicious
taste, convenient packaging and toy collection.

From media analysis for fast food and junk food advertising, youth thought that
advertising stimulated psychological desires for eating, toys, and common values
among peer groups leading to a change in behavior from ‘not want to eat’ to ‘want to
try’ to ‘like the taste’ and finally ‘to habitual eating’. Advertising utilized various strategies
to create those desires. Youth must be aware of the purpose of advertising and not fall
into that trap and should think of the real benefits of goods, and have knowledge of
healthy food. The children suggested that campaigns about the adverse effects of high-
calorie and high-fat fast food and junk food must be done using youth power, starting in
class rooms and networking to provide knowledge to students in school. Regulations to
decrease advertising on fast food and junk food must be addressed. And information
about the nutritional content of these foods would help.

To build ‘immunity’ to not eat fast food, youth thought of five key elements (1)
family well being so that members eat together, discuss and listen more to each other,
(2) realize it is clever to choose nutritious food and make reasonable choices, (3) have
good clean food available, (4) complete information on nutrient in foods and (5)
comfortable food. Correct information on food among youth must be disseminated to
create a demand for healthy food

URLhttp://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDF4480017
Alternate TitleFast Food and Junk Food Consumption’s Immunity for Thai Youth in Bangkok Metropolitan