ประสิทธิภาพของสารสกัดจากพริกและพริกไทยในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชผักตระกูลกะหล่ำ

Titleประสิทธิภาพของสารสกัดจากพริกและพริกไทยในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชผักตระกูลกะหล่ำ
Publication TypeReport
Year of Publication2007
Authorsบูรณพานิชพันธุ์, ไสว
Series Editorคุณาศักดากุล, เกวลิน
Series Titleสมุนไพรเพื่อคุณภาพชีวิต
Date Published2007
Institutionมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Typeโครงการวิจัย
Report NumberRDG4920002
ISBN NumberRDG4920002
Keywordsสารสกัดพริก
Abstract

การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากพริกและพริกไทยในการควบคุมโรคและแมลงศัตรู
ที่สำคัญของพืชผักตระกูลกะหล่ำ ได้ดำเนินการ ณ ห้องปฏิบัติการของภาควิชาโรคพืชและภาควิชา
กีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2548 – ธันวาคม
2549 ผลการทดสอบสารสกัดจากพริกและพริกไทยในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas
campestris สาเหตุโรคเน่าดำของกะหล่ำ พบว่า การบ่มเชื้อในสารสกัดได้ผลดี โดยที่สารสกัดจาก
พริก ระดับความเข้มข้น 3.0 เปอร์เซ็นต์ สามารถลดปริมาณของโคโลนีของเชื้อได้ถึง 99.73 เปอร์เซ็นต์
รองลงมาได้แก่ระดับความเข้มข้น 1.5 เปอร์เซ็นต์ ยับยั้งได้ 87.33 เปอร์เซ็นต์ สำหรับสารสกัดจาก
พริกไทยนั้น นอกจากจะสามารถทำให้เชื้อเจริญได้ช้ากว่าปกติ 12-24 ชั่วโมง เช่นเดียวกับสารสกัดจาก
พริกแล้ว ยังพบว่าให้ผลยับยั้งการเจริญของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเท่าเทียมกันทั้งระดับความ
เข้มข้น 3.0, 1.5 และ 0.75 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถยับยั้งเชื้อได้ 99.99, 99.95 และ 99.16 เปอร์เซ็นต์
ตามลำดับ เช่นเดียวกับสารสกัดผสมของพริกและพริกไทยทั้ง 3 ความเข้มข้นที่ให้ผลการยับยั้งการ
เจริญของเชื้อได้ดีมากถึง 100 เปอร์เซ็นต์
สำหรับผลของการยับยั้งเชื้อรา Alternaria brassicicola สาเหตุโรคใบจุดของกะหล่ำ โดยวิธี
แช่ culture disc ในสารสกัดแล้วเลี้ยงบนอาหาร PDA และวัดขนาดของโคโลนีนั้น พบว่าสารสกัดจาก
พริก และสารสกัดจากพริกไทย ทุกความเข้มข้นสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อได้ในช่วง 3-5 วันแรก
ของการทดลอง แต่เมื่อเลี้ยงนาน 15 วัน จะมีเพียงระดับความเข้มข้น 3.0 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยังได้ผล
อย่างไรก็ดีการทดลองด้วยสารผสมของสารสกัดจากพริกและพริกไทยให้ผลการยับยั้งที่ดีกว่าการใช้
สารสกัดเพียง 1 ชนิด โดยพบว่าสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อได้ทุกระยะเวลาของการทดลอง โดยที่
ระดับความเข้มข้น 3.0 เปอร์เซ็นต์ ให้ผลการยับยั้งสูงสุด รองลงมาได้แก่ 1.5 และ 0.75 เปอร์เซ็นต์
ตามลำดับ พบลักษณะการเจริญของโคโลนีของเชื้อมีการเจริญของเส้นใยบนผิวอาหารบาง ไม่
หนาแน่น และยังพบวงสีเข้มของการสร้างสปอร์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เมื่อตรวจสอบการเจริญ
ของเชื้อใต้กล้องจุลทรรศน์พบการเจริญผิดปกติของเส้นใยโดยเฉพาะสามารถตรวจพบการสลายตัว
ของปลายเส้นใยของเชื้อราที่เจริญในสารสกัดผสมที่ระดับความเข้มข้น 1.5 และ 3.0 เปอร์เซ็นต์ เป็น
จำนวนมากซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เชื้อลดการเจริญลงอย่างชัดเจน
ในการทดสอบกับแมลงศัตรูพืช พบว่า สารสกัดจากพริกและพริกไทยเมื่อนำไปทดสอบ
ประสิทธิภาพกับหนอนใยผักและหนอนกระทู้ผักโดยวิธีจุ่มใบพืช แล้วนำมาให้หนอนกินเป็นอาหารเพื่อ
ทดสอบฤทธิ์ทางการกิน พบว่า สารสกัดจากพริกและพริกไทยทุกระดับความเข้มข้น ไม่มีประสิทธิภาพ
ในการฆ่าหนอนทั้งสองชนิด แต่เมื่อทดสอบฤทธิ์ทางสัมผัส พบว่า สารสกัดจากพริกที่ระดับความ
เข้มข้น 3, 4 และ 5 เปอร์เซ็นต์ มีประสิทธิภาพในการฆ่าหนอนใยผักดีไม่แตกต่างกันทางสถิติ โดยมี
ค่าเฉลี่ยการตายของหนอน 63.33 - 76.67 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และมีค่า LC50 (ทางสัมผัส) เท่ากับ
2.3372 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสารสกัดจากพริกไทยที่ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ฆ่าหนอนใยผักได้สูงสุด
เพียง 36.67 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการทดสอบกับหนอนกระทู้ผัก พบว่า สารสกัดจากพริกมีประสิทธิภาพ
ดีเยี่ยม โดยที่ความเข้มข้น 4 และ 5 เปอร์เซ็นต์ สามารถฆ่าหนอนกระทู้ผักตายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง
ไม่แตกต่างทางสถิติกับสารสกัดจากพริกที่ความเข้มข้น 2 และ 3 เปอร์เซ็นต์ ที่มีเปอร์เซ็นต์การตาย
ของหนอนเท่ากันคือ 86.67 เปอร์เซ็นต์ ที่เวลา 12 ชั่วโมงหลังการพ่นสาร โดยมีค่า LC50 (ทางสัมผัส)
เท่ากับ 0.4295 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสารสกัดจากพริกไทยไม่มีประสิทธิภาพในการฆ่าหนอนกระทู้ผัก โดย
ที่ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ฆ่าหนอนได้สูงสุดเพียง 16.67 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อนำสารสกัดผสม
ระหว่างสารสกัดพริกกับพริกไทย ไปทดสอบประสิทธิภาพกับหนอนใยผักและหนอนกระทู้ผัก พบว่า
ผลการทดสอบเป็นไปในลักษณะเดียวกับการใช้สารสกัดจากพริกแต่เพียงลำพัง
เมื่อนำสารสกัดจากพริกและพริกไทยไปพ่นต้นคะน้าเพื่อทดสอบความเป็นพิษกับพืช พบว่า
สารสกัดทุกความเข้มข้นที่ทดสอบไม่ทำให้คะน้าแสดงอาการผิดปกติเกิดขึ้น โดยเฉพาะอาการใบไหม้
และเมื่อพ่นสารสกัดไปแล้ว 3 วัน ใบคะน้าไม่มีกลิ่นของสารสกัด และรสชาติก็ไม่ต่างไปจากใบคะน้า
ปกติ

The efficacy tests of chili and pepper extracts in controlling crucifer diseases and
insect pests were carried out at the laboratory of Plant Pathology Department and
Entomology Department, Faculty of Agriculture, Chiang Mai University during November
2005 – December 2006.
The antibacterial and antifungal effects of chili and pepper extracts on black rot
pathogen (Xanthomonas campestris) and leaf spot pathogen (Alternaria brassicicola) were
performed with the colony counting and culture disc soaking methods respectively.
Evaluations of the chili extract activity indicated significant inhibition at high concentration of
3.0 % on both pathogens but the lower concentration at 1.5 % still active only on the
bacteria. While chili extract was very active against bacteria even the concentration was
decreased to 0.75 %. Therefore, mixture of the extracts were improved antifungal activities.
In addition, microscopic observation on fungal growth performed on slide culture of WA
supplemented with each extract and the mixture showed the same clearly results of
morphological disorder of mycelia and conidia germ tube developments.
The efficacy test on crucifer insect pests revealed that oral toxicity test of chili and
pepper extracts on larvae of diamondback moth (DBM) (Plutella xylostella) and common
cutworms (Spodoptera litura) by leaf dipping method indicated that all concentrations of
chili and pepper extracts had no efficiency in controlling the both larvae. In dermal toxicity
test on DBM larvae, chili extract at concentrations of 3, 4 and 5 % gave the same control
efficiency with mortality of 63.33 – 76.67 % and dermal LC50 value was 2.3372 %. Pepper
extract had less efficiency than chili extract, with maximum mortality of 33.67 % at 5 %
concentration. For common cutworm, chili extract showed excellent efficiency at
concentrations of 4 and 5 % giving 100 % larval mortality, but were not significant
difference from 2 and 3 % concentration which resulted in 86.67 % larval mortality at 12
hours after applying the extract. Dermal LC50 value of chili extract was 0.4295 %. Pepper
extract had no efficiency giving only 16.67 % at the maximum concentration (5%). In
addition, mixture of chili and pepper extracts were also tested on both larvae by oral and
dermal toxicity test methods. The results indicated that the efficacy of the mixture was in
the same way of chili extract.
Chili and pepper extracts were sprayed on Chinese kale for phytotoxicity test and
the result revealed that both extracts did not cause phytotoxicity on the plant. Three days
after spraying, no odor of the plant extracts on tested plants and plant taste was usual.

URLhttp://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4920002
Alternate TitleEfficiency of chilli and pepper extracts in controlling and insect pests of crucifer crop